แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กินไขมันลดน้ำหนัก


กินไขมันลดน้ำหนัก

khjuk
eat fat looks thin       

   

          ประชากรโลกกำลังมีขนาดรอบเอวเพิ่มมากขึ้น จำนวนของคนที่มีน้ำหนักมากขึ้นเกินไปนั้นเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความจริงแล้วจำนวนของคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปเพิ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่อไม่กี่ สิบปีมานี้เอง และเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 10 ปี มานี้ ตามการอ้างอิงของ CDC จำนวนของประชากรที่ประสบกับภาวะโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกาที่ทำการสำรวจเมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่ามีสูงถึง 12% เมื่อพิจารณาจากประชากรทั้งหมดที่เป็นโรคอ้วน 17.9% ในสหรัฐอเมริกามีประชากรประมาณ 55% ที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นอัตราส่วน 1 ใน 4 ส่วนของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วน ส่วนในวัยรุ่นพบว่ามีมากถึง 25% ที่มีน้ำหนักมากเกินหรือแม้แต่เด็กเล็กก็กลายเป็นมีน้ำหนักที่อ้วนเกิน มาตรฐาน จำนวนของเด็กที่มีน้ำหนักมากเกินมากกว่าที่เคยสำรวจเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวจะเหมือนกันกับในสหราชอาณาจักร เยอรมนี และประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ

        คนที่จะพิจารณาว่าเป็นโรคอ้วนก็คือคนที่มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจากน้ำหนัก มาตรฐานประมาณมากกว่า 20% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ โรคอ้วนมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 70% สำหรับกลุ่มคนที่มีอายุประมาณ 18-29 ปี สำหรับคนที่มีอายุประมาณ 30-39 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้น 50% ส่วนกลุ่มช่วงอายุอื่นๆก็มีประสบการณ์การเพิ่มของน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆเช่น เดียวกัน

        ทางการแพทย์จะต้องทำสงครามกับภาวะโรคอ้วนอย่างหนัก เพราะว่าการที่มีน้ำหนักมากเกินไปนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคถุง น้ำดี โรคไขข้ออักเสบ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หากคุณมีน้ำหนักมากเกิน การลดน้ำหนักลงบ้างจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของคุณที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง

        หากคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ ก็คือ คุณจะสังเกตการณ์เพิ่มของรอบเอวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นเวลาหลายปี และพยายามสดการกินไขมันให้น้อยลง โดยการลดจำนวนอาหารลง ซึ่งมันทำให้หิวตลอดเวลา แต่หากได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร สุขภาพ และน้ำมันมะพร้าวเป็นอย่างดี จะตระหนักได้ว่าการเปลี่ยนการกินน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมาเป็น น้ำมันมะพร้าวแทน ใช้เนยแทนมาการีน กินของหวานน้อยลงและกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารที่กินอีก แต่กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะไขมันที่อยู่ในรูปของน้ำมันมะพร้าว

        บทนี้เป็นบทที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักส่วนเกินอย่างถาวรโดยปราศจาก การต่อสู้กับอาหารลดน้ำหนักทั้งหลาย แต่จะต้องเลือกกินอาหารอย่างชาญฉลาด อาหารที่กินเข้าไปสามารถมีรสชาติอร่อยและเป็นที่พึงพอใจกับตัวเองได้ และในขณะเดียวกันมันก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยให้ลดน้ำหนักได้อีก ด้วย

ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
ไส้เลื่อนบริเวณช่องท้อง
โรคเก๊าต์
ความดันโลหิตสูง
เส้นเลือดขอด
เบาหวาน
มะเร็ง
ไขข้ออักเสบ
ภาวะหัวใจล้มเหลว
ปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ
การสะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดง
ความผิดปกติเกี่ยวกับกระเพาอาหารและลำไส้
โรคเฉพาะของสตรี 

obesity girl

ดเด่


ที่มา: The Coconut Oil Miracle โดย  Bruce Fife, C.N., N.D. หน้า 83 - 86

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความอ้วน


บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความอ้วน 

khjuk
ลดความอ้วน

การแบ่งประเภทและมาตรฐานของน้ำหนักผู้ใหญ่


แหล่งที่มา : ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารของกระทรวงสาธารณสุขไต้หวัน  (การควบคุมความอ้วนและน้ำหนัก) 
 
         ผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ ดังเช่นชาวเกาะทะเลใต้ ที่อยู่ในตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีรูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วน แต่ก็ไม่ผอม ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าว ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าน้ำมันอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

        ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิสซึม : น้ำมันมะพร้าว มี MCT (medium-chain triglycerides) ซึ่งทำให้โมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวมีขนาดเล็กกว่าโมเลกุลของน้ำมันอื่นๆ ซึ่งมี LCT (long-chain triglycerides) เพราะฉะนั้น มันจึงถูกย่อยได้เร็วมาก เร็วจนกระทั่งร่างกายของเรา ใช้มันเป็นแหล่งของพลังงานทันที มากกว่าที่จะนำไปสะสมเป็นอาหารสำรองในรูปของไขมันที่ไปสะสมตามส่วนต่างๆของ ร่างกาย MCT จะถูกใช้ไปเพื่อสร้างพลังงาน คล้ายกับคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น มันจึงไม่เคลื่อนย้ายในกระแสเลือดคล้ายไขมันอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงไม่มีส่วนในการจัดหาไขมันให้แก่เซลล์ไขมัน หรือไปเพิ่มน้ำหนักตัวให้แก่ร่างกายของผู้บริโภค ปริมาณแคลอรีที่เราบริโภคเข้าไปในรูปของอาหารจึงถูกเผาผลาญในอัตราสูงขึ้น การกระตุ้นเมตาบอลิสซึมนี้ เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่มี MCT เป็นส่วนประกอบ ผลลัพธ์ก็คือ คุณได้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และการเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง

        ทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) : การเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมนี้ ยังนำไปสู่การเกิดความร้อนสูง นั่นคือมีการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย เมื่อคนที่เป็นโรคที่ทำให้มีระบบการทำงานของต่อมธัยรอยด์ต่ำ (hypothyroidism) บริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 องศาเซลเซียส และจะยังคงสูงอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไป ดังนั้น คนอ้วนเพราะต่อมธัยรอยด์ทำงานในระดับต่ำ จึงสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น เพื่อช่วยลดน้ำหนักได้

        ช่วยชะลอความหิว : น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดปริมาณรวมของการบริโภคอาหารและแคลอรี คุณจะรับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงไม่รับประทานมากขึ้นในมื้อถัดไป


ดเด่


ที่มา: หนังสือ "น้ำมันมะพร้าวลดความอ้วน" โดย ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 15 - 18

น้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ

 

น้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ
khjuk
heart attack

สมมุติฐานน้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ           “น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิด เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ” เป็นบทสรุปสำหรับอาหารที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ คำพูดดังกล่าว จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทั้ง 4 ประการ ดังนี้
1. น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิด มีคลอเรสเตอรอลสูง
2. เมื่อบริโภคน้ำมันอิ่มตัวแล้ว มีคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดสูง
3. คลอเรสเตอรอลที่สูงในกระแสเลือดนั้น นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
4. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ

        ประจักษ์พยานและผลการศึกษาในเรื่องเหล่านี้ สรุปได้ว่า ไม่มีความสัมพันธ์กันใน 3 ประเด็นแรก ดังที่จะได้อธิบายดังต่อไปนี้

น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิด มีคลอเรสเตอรอลสูง
       การกล่าวหาว่าน้ำมันอิ่มตัว อันได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ และน้ำมันเขตร้อน (tropical oils) อาทิเช่น น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์มเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะน้ำมันดังกล่าว เป็นสาเหตุให้มีคลอเรสเตอรอลใน กระแสเลือดสูง ทำให้น้ำมันมะพร้าว ถูกกล่าวหาว่ามีคลอเรสเตอรอลสูงไปด้วย แต่ผลจากการวิเคราะห์ ปรากฎว่าน้ำมันมะพร้าวมีคลอเรสเตอรอลต่ำที่สุดในบรรดาน้ำมันที่ใช้บริโภค ทั้งหลาย กล่าวคือ มีเพียง 14 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งถือว่าน้อยมากจนกล่าวได้ว่าน้ำมันมะพร้าวไม่มีคลอเรสเตอรอล
       การกล่าวหาอย่างรวมๆว่า น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิดมีคลอเลสเตอรอลสูงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะน้ำมันอิ่มตัวนั้น มีทั้งที่โมเลกุลขนาดยาว (C 14-24) อันได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู น้ำมันเนื้อ ซึ่งมีคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 3,000 ส่วนในล้านส่วน และที่มีโมเลกุลขนาดปานกลาง (C 6-12) อันได้แก่ น้ำมันจากพืชยืนต้นเขตร้อน เช่น น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม แม้ว่าน้ำมันจากสัตว์ จะมีคลอเรสเตอรอลสูง แต่น้ำมันจากพืชยืนต้นเขตร้อนไม่มีคลอเรสเตอรอล

เมื่อบริโภคน้ำมันอิ่มตัวแล้ว มีคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดสูง
       คำกล่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการศึกษาของนักวิจัยชาวนิวซีแลนด์ ชื่อ Prior (1981) ซึ่งได้ศึกษาประชากรในเกาะมหาสมุทรแปซิฟิก 2 เกาะ คือเกาะ Pukapuka และ Tokelau ซึ่งเป็นเกาะที่ห่างไกลความเจริญ และบริโภคมะพร้าวเป็นอาหารหลัก โดยรับประทานในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปของอาหารหลักและของว่าง โดยชาว Pukapaka ได้รับไขมันเป็นพลังงานในอัตรา 30-40% ของความต้องการแคลอรีประจำวัน มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด 170 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และ176 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง ส่วนชาวเกาะ Tokelau ซึ่งบริโภคไขมันเป็นพลังงานในอัตราสูงถึง 56% ของความต้องการแคลอรีประจำวัน ก็มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด 208 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และ216 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง จะเห็นได้ว่า ระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดของประชาการในเกาะทั้งสองไม่ได้สูงไปกว่าเกณฑ์ เฉลี่ยของระดับคอเรสเตอรรอลในคนปรกติแต่อย่างใด
       นอกจากนั้น ยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงหลักฐานที่ว่า น้ำมันมะพร้าวที่ไม่ได้ถูกเติมไฮโดรเจน ไปเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลในกระแสเลือด เหตุผลที่น้ำมันมะพร้าว ไม่ได้มีผลร้ายต่อคลอเรสเตอรอล ก็คือ น้ำมันมะพร้าวประกอบไปด้วยกรดไขมันขนาดกลาง (MCFA) ซึ่งต่างจากกรดไขมันที่พบในอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดไขมัน MCFA (Medium Chain Fatty Acid) จะถูกเผาผลาญเกือบทันที เพื่อสร้างพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต โดยไม่ส่งผลต่อการเพิ่มระดับคลอเรสเตอรอลแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วน้ำมันมะพร้าวยังช่วยลดการเพิ่มขึ้นของคอเรสเตอรอลที่เกิดจาก การบริโภคไขมันสัตว์อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากผลงานวิจัยที่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ให้นักเรียนแพทย์ 10 คน รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสัตว์ และน้ำมันมะพร้าวในระดับต่างๆกัน สำหรับไขมันจากสัตว์นั้น เป็นที่รู้กันว่าจะเพิ่มคลอเรสเตอรอล การทดลองนี้ ให้อาหารคิดเป็นแคลอรีทั้งหมดที่ได้มาจากไขมันในอาหาร ตั้งแต่ 20, 30 และ 40% โดยการผสมที่ต่างกันของน้ำมันมะพร้าวและไขมันสัตว์ ในอัตราส่วน 1:1, 1:2 และ 1:3 ผลปรากฏว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในระดับคลอเรสเตอรอล จะมีก็แต่ตอนที่อัตราส่วนนั้นถูกกลับให้บริโภคไขมันสัตว์มากกว่าน้ำมัน มะพร้าว และให้แคลอรีคงอยู่ที่ 40% จึงจะพบว่าระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น

คลอเรสเตอรอลที่สูงในกระแสเลือดนั้น นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
       แม้ว่าในกระแสเลือดจะมีคลอเรสเต อรอลสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งแต่ อย่างใด ที่จริงร่างกายของคนเรา ใช้คลอเรสเตอรอลไปในการซ่อมแซม และรักษาบาดแผลที่ผนังหลอดเลือด และตรงกันข้ามกับที่หลายคนเชื่อ ส่วนประกอบหลักที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงนั้นไม่ใช่คลอเรสเตอร อล แต่เป็นโปรตีนต่างหาก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเนื้อเยื่อของแผล หลอดเลือดแดงที่แข็งตัวนั้นมีคลอดเรสเตอรอลอยู่น้อยมาก การที่หลอดเลือดแดงแข็งตัวนั้น เบื้องต้นเกิดจากผลของการเกิดบาดแผลในหลอดเลือด ซึ่งเกิดมาจากาเหตุหลายประการ เช่น สารพิษ อนุมูลอิสระ เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ถ้าต้นเหตุของอาการไม่ได้ถูกแก้ไข และตราบใดที่ยังมีการระคายเคือง และการอักเสบของบาดแผลยังคงอยู่ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ใหญ่โตขึ้น และจะพัฒนาเป็นแผ่นหนาขึ้น



เกณฑ์ในการพิจารณา

1. สัดส่วนของ คลอเรสเตอรอลรวม / HDL ควรมีค่าน้อยกว่า 4.6

2. สัดส่วนของ LDL/HDL ควรมีค่าน้อยกว่า 3

ท่านใดที่มีคลอเรสเตอรอลรวมเยอะ อาจจะรู้สึกตกใจ แต่ถ้าในบรรดาคลอเรสเตอรอลที่เพิ่มขึ้นเป็น HDL แสดงว่าท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้นแน่นอน


        ปรกติ เลือดของเรามีองค์ประกอบอย่างหนึ่ง เรียกว่าเกล็ดเลือด (platelet) ที่ทำหน้าที่สมานแผลหากเกิดบาดแผลขึ้น ดังเช่น เมื่อเราถูกมีดบาด เกล็ดเลือดจะไปรวมตัวกันที่ผิวบาดแผล และเมื่อรวมตัวกับองค์ประกอบอื่นๆ ในเลือดจะเกิดเป็นลิ่มเลือด ซึ่งรวมตัวกันเป็นก้อน ทำให้เลือดหยุดไหล

pic_heart_attack
      
หากผนังหลอดเลือดเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดจะมาเกาะเพื่อกระตุ้นการสร้างลิ่มเลือด และต่อมาจะกระตุ้นการเติบโตของเซลล์เนื้อเยื่อหลายชนิด เช่นเซลล์พังผืด (fibroblast) ภายในผนังหลอดเลือด การผสมกันอย่างสลับซับซ้อนของเยื่อที่เกิดแผล เกล็ดเลือด เซลล์พังผืด แคลเซียม คลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ จะรวมเข้าด้วยกันในการรักษาบาดแผล จึงเกิดการพองตัวของผนังหลอดเลือด แคลเซียมที่ฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดที่พองตัวขึ้นนี้เอง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ
       ตรงกันข้ามกับความเชื่อทั่วไป แผ่นเลือดที่พองตัวขึ้นนั้น ไม่ได้แค่ติดอยู่ตามหลอดเลือดเหมือนกับตะกรันในท่อน้ำ แต่มันเติบโตภายในหลอดเลือด และกลายเป็นส่วนเดียวกันกับผนังหลอดเลือด ซึ่งล้อมไปด้วยชั้นของเนื้อเยื่อยืดหยุ่น (elastic tissue) และกล้ามเนื้อเรียบ ที่เป็นวงแข็งแรงที่ป้องกันผนังหลอดเลือดไม่ให้แผ่ขยายออกไปด้านนอก เมื่อผนังหลอดเลือดโตขึ้น และไม่สามารถขยายออกไปด้านนอกได้ง่าย มันก็จะดันเข้าไปข้างใน จนกระทั่งทำให้หลอดเลือดตีบและตันในที่สุด เมื่อขบวนการนี้ เกิดในเส้นเลือดเข้าสู่หัวใจ หัวใจก็จะขาดเลือดและเกิดภาวะหัวใจวาย แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองก็จะทำให้เกิดการอุดตันของ เส้นเลือดเข้าสู่สมอง ทำให้เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์


ดเด่

ที่มา:หนังสือ "น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคหัวใจได้อย่างไร" โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 4 - 8

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

Healthy Cooking Oil

Extra Virgin Coconut Oil—
the ‘Good’ Saturated Fat Extra virgin coconut oil
is a miracle oil that not only is wonderful for taste but also for fat loss,
fighting infections, supporting healthy thyroid function, and stimulating
the body’s production of important anti-aging hormones.

We’ve been telling you about the good fats you should incorporate in your diet, especially the omega-3 polyunsaturated fatty acids. But, there are also beneficial
saturated fats. Yes, you heard right, healthy saturated fats! Some types of saturated fats can be extremely important to your health, and you probably know next to nothing about them.
Extra virgin coconut oil is perhaps the healthiest saturated fat. But you wouldn’t know this from our modern so-called diet and health experts. As a savvy health consumer, you have probably heard from the talking heads of the health community as they consistently warn us to avoid saturated fats, especially those from beef and dairy, as well as tropical oils such as coconut, palm and palm kernel oils. These modern health experts tell us saturated fat consumption is responsible for heart disease, obesity and cancer. They are missing the target. These are the same so-called health experts who for years told us to load up on pasta and refined grains and whose poor advice must now bear some responsibility for a national epidemic of obesity and degenerative diseases. Fortunately, Dr. Mary Enig and other independent thinkers and scientists
have written very persuasively that the studies done in the 1950s that formed the basis of the “bad” fat hypothesis were flawed. The original research failed to distinguish between different
kinds of fat, notes Dr. Enig. This was a fundamental flaw, one so obvious to us today, but, in earlier times, differentiating between the types of fats apparently was not thought to be as important. The early research, on which our dietary myths are now based, concluded all fat
to be bad—saturated, monounsaturated, or polyunsaturated. Now, of course, we know that not
all fats are created equal, and that...


www.coconut-virgin.com